กลุ่มดาว 12 ราศี

posted on 02 Sep 2008 20:06 by pumpuydevil  in Zodiac

     กลุ่มดาว 12 ราศี คือ กลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่ม ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic กลางท้องฟ้า กลุ่มดาว 12 ราศี บางทีเรียกว่า กลุ่มดาว 12 นักษัตร เพราะ 11 กลุ่มเป็นสัตว์จริงหรือสัตว์สมมุติ อีก 1 กลุ่มเป็นสิ่งของคือตาชั่ง กลุ่ม 12 ราศี มีชื่อตามเดือนทั้ง 12 เริ่มนับจากราศีเมษแกะตัวผู้ไปตามลำดับ และ ราศีมีน กลุ่มดาวปลาเป็นราศีสุดท้าย

กลุ่มดาว 12 ราศี (ZODIAC)

     การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน การโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เวลาและฤดูกาลผ่านไป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ กินเวลา 1 ปี ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากทิศตะวันตกไปทาง ทิศตะวันออกนั้น เมื่อเราสังเกตดูการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เราจะเห็น ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปตามกลุ่มดาวกลุ่มต่าง ๆ กลางท้องฟ้า เส้นทางที่ ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรไปบนท้องฟ้าผ่านกลุ่มดาวต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่งนั้น เรียกว่า เส้นอี่คลิพติค (Ecliptic) เส้นนี้พาดจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผ่านกลาง ฟ้าเหนือ ศีรษะไป ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก บรรดาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ดวงนพเคราะห์ ต่างก็เคลื่อนที่ในแนวแถบเส้น Ecliptic นี้ทั้งสิ้น

     กลุ่มดาว 12 ราศี คือกลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic โดยแบ่งแถบเส้น Ecliptic ซึ่งเป็นแถบกว้าง 16 องศา (กว้างวัดจากเส้น Ecliptic ไปข้างละ 8 องศา ) รอบท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนกว้าง 30 องศา ทุกราศีมีดาวฤกษ์ประจำอยู่ 1 กลุ่ม จึงเรียกกลุ่มดาว 12 ราศี เวลาดูในท้องฟ้า จะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีเรียงตามลำดับ จาก ทิศตะวันตก ไปทิศตะวันออก กลุ่มดาว 12 ราศีนี้ เป็นจักรวงกลมของสัตว์ เพราะว่า 11 กลุ่ม เป็นกลุ่มดาวที่ แทนสัตว์จริง หรือสัตว์สมมุติ มีกลุ่มดาวที่ไม่ใช้สัตว์ คือกลุ่มดาวราศีตุลย์หรือ กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) อันหมายถึงตราชูแห่งความเที่ยงธรรม

     เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช นักดาราศาสตร์ชาติกรีกชื่อ ฮิปปาวัส (Hipparchus) ได้แบ่งกลุ่มดาวแถบเส้น Ecliptic ออกเป็น 12 กลุ่ม โดยตั้งแต่ จากจุด Vernal Equinox ซี่งเป็นจุดตัดจุดแรกของเส้น Ecliptic กับศูนย์สูตร ท้องฟ้า (Celestial Equator) เมื่อนับจากจุด Vernal Equinox ตามแถบแนวเส้น Ecliptic ไปทางทิศตะวันออก ช่องละ 30 องศา จะได้ 12 ช่องพอดี ช่องแรก คือ ราศีที่ 1 คือ ราศีเมษ กลุ่มดาวแกะ ซึ่งกลุ่มดาวกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า ผู้นำแห่งกลุ่มดาว 12 ราศี”  กลุ่มดาวราศีที่ 12 คือ กลุ่มดาวปลา หรือ ราศีมีน

     เนื่องจากแกนของโลกไม่ได้ชี้ตรงไปที่ดาวเหนือตลอดเวลา การหมุนของโลกมี อาการ ส่าย คล้าย ๆ กับลูกข่าง การส่ายของโลกเป็นผลเนื่องมาจากแรงดึงดูด ของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ที่มีต่อโลก ทำให้แกนของโลกส่ายไป ฉะนั้นจึง Vernal Equinox อันเป็นจุดตั้งต้นของกลุ่มดาว 12 ราศี  คือ ในวันที่ 12 มีนาคม ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น ก็ไม่ตรงกับที่ Hipparchus ได้จัดแบ่งไว้ เพราะฮิปปาชัสไม่ได้คำนึงถึง ความเป็นจริงเรื่องการส่ายของโลก ฉะนั้นใน ปัจจุบันนี้ จึงปรากฏว่ากลุ่มดาว 12 ราศี ไม่ได้ตรงตามที่ได้ตั้งไว้เมื่อ 2,000 ปี ก่อน คือเมื่อ 2,000 ปีก่อน จุดตัดของเส้น Ecliptic กับ Equator ท้องฟ้า ซึ่งเรียกว่า Equinox เริ่มต้นที่ราศีเมษกลุ่มดาวแกะและราศีตุลย์ กลุ่มดาวคันชั่ง แต่ในปัจจุบันผลการส่วยของโลกเราพบว่าจุด Equinox  นั้น  ตั้งตันที่ กลุ่มดาวปลา ราศีมีนและกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี ราศีกันย์ (ไม่ได้ตั้งต้นที่ กลุ่มดาวแกะ ราศีเมษและกลุ่มดาวคันชั่ง ราศีตุลย์ ) นั้นก็คือกลุ่มดาว 12 ราศี ปรากฏเคลื่อนที่ ล่วงหน้าไปกว่าความเป็นจริงถึง 30 องศา หมายความง่าย ๆ ว่า ในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดู ใบไม้ผลิ ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น  ความจริงแล้วดวงอาทิตย์พึ่งจะเข้าสู่ราศีมีน  คือกลุ่มดาวปลา  ดวงอาทิตย์ยังไม่ได้ยกเข้าสู่ราศีเมษ จนกว่าจะถึงปลายเดือนเมษายน ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มดาว 12 ราศี ไม่มีความสำคัญ และไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้และเอามาอ้างอิงอะไรสำหรับนักดาราศาสตร์ แต่มีความจริงสิ่งหนึ่ง อยากจะเรียนท่านผู้อ่านทราบไว้ คือ โหราศาสตร์  ซึ่งได้ชื่อว่า วิทยาศาสตร์เทียม (Sham Science ผู้เขียนไม่กล้าแปลว่า วิทยาศาสตร์หลอก ๆ เพราะโหราศาสตร์ เป็นศิลป์และสถิติแต่ไม่มีกฎตายตัวแน่นอน) นักโหราศาสตร์เขาทำนาย เหตุการณ์ และวิถี ชีวิตโดย อาศัยรากฐานมาจากการเคลื่อนที่ของดวงดาว ที่บนท้องฟ้าแถบแนว Ecliptic ซึ่งปรากฏว่า ดวงดาว ทั้งหมายไม่ได้ปรากฏตามที่ นักโหราศาสตร์พูดหรือกะไว้อย่างแท้จริงเลย ผู้เขียนขอฝากข้อคิดสำหรับท่าน ผู้อ่านสักข้อหนึ่งว่า ดาวเคราะห์เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ซึ่งจะต้องโคจรไปตาม วิถีทาง ของมันด้วยระยะเวลาสม่ำเสมอ ฉะนั้นจึงไม่น่าที่ดาวเคราะห์จะมีอิทธิพล เหนือชีวิตมนุษย์ได้เลย

     เนื่องจากคนไทยเราถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ (วันที่ 13 เมษายน คือ วันสงกรานต์ นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ) วันขึ้นปีใหม่ของไทย ใกล้เคียง กับวันตั้งต้นปีใหม่ของนักดาราศาสตร์ คือวันที่ 21 มีนาคม ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ นักโหราศาสตร์ถือว่า ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ราศีเมษ คือ ดวงอาทิตย์ปรากฏ โคจรอยู่ใน กลุ่มดาวแกะ แต่ทางนักดาราศาสตร์ถือว่า วันที่ 21 มีนาคม เป็นวันเริ่ม เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พืชเริ่มผลิใบ แตกกิ่งก้านสาขา เมล็ดพืชที่หว่านไว้เริ่มงอก เป็นวันตั้งต้นชีวิตใหม่ประจำปี ในวันที่ 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ ผ่านจุดตัดของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า และ อี่คลิพติค จุดนี้เรียกว่า Vernal Equinox ทุกชาติทุกภาษา ตั้งต้นกลุ่มดาว 12 ราศีเหมือนกันหมด คือให้กลุ่ม ดาวแกะ (ราศีเมษ) เป็นราศีที่ 1 และกลุ่มดาวปลา ราศีมีน เป็นราศีสุดท้าย

     ขอให้หลักในการสังเกตหากกลุ่มดาว 12 ราศี กลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ ครั้งแรกต้องหากลุ่มดาว 12 ราศีที่สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ เป็นหลักตั้งต้นก่อน เมื่อเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีกลุ่มใดแล้ว แบ่งท้องฟ้าขณะนั้นเป็น 6 ส่วน ส่วนละ 30 องศา ถ้านับไปทางทิศตะวันตก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่ม 12 ราศี ที่ผ่านมาแล้ว ถ้านับไปทางทิศตะวันออก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่มดาว 12 ราศี ทีกลุ่มจะถึงต่อไป จำง่าย ๆ ว่า กลุ่มดาว 12 ราศี มีชื่อตามชื่อเดือนทั้ง 12 การนับตั้งต้นนับจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก หมายความว่า ทางทิศตะวันตกของกลุ่มดาวราศีเมษ (แกะตัวผู้) เป็นกลุ่มดาวราศีมีน (ปลา) และทางทิศตะวันออกเป็นราศีพฤษภ (วัว)

     ถ้าหากท่านดูดาวในเวลา 3 ทุ่มจะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีอยู่กลางท้องฟ้าตรงศีรษะ ในเดือนต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้ กลุ่มดาววัวในวันที่ 15 มกราคม กลุ่มดาวคนคู่ 20 กุมภาพันธ์ กลุ่มดาวปู ในวันที่ 15 มีนาคม กลุ่มดาวสิงโตในวันที่ 10 เมษายน กลุ่มดาวหญิงพรหมจรรย์ วันที่ 25 พฤษภาคม กลุ่มดาวคันชั่ง ในวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มดาวแมงป่อง ในวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มดาวคนถือธนู ในวันที่ 20 สิงหาคม กลุ่มดาวแพะทะเล ในวันที่ 20 กันยายน กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ในวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่มดาวปลาจะอยู่ตรงศีรษะเมื่อเวลา 3 ทุ่ม ในวันที่ 10 พฤศจิกายน

ดาวหาง

posted on 02 Sep 2008 19:56 by pumpuydevil  in Comet

     ดาวหางเป็นวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ดาวหางมี "นิวเคลียส" หรือใจกลางที่มีขนาดเพียง 1-10 กิโลเมตร   เท่านั้น รู้จักกันว่าเป็น "ก้อนหิมะสกปรก" จากการที่ดาวหางมีองค์ประกอบของน้ำ  แข็ง ฝุ่น และก้อนหิน ขณะที่ดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ที่รอบนอกของระบบสุริยะ ดาวหางจะมีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อมันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ รังสีจากดวงอาทิตย์จะทำให้ดาวหางอุ่นขึ้น น้ำแข็งที่ปกคลุมดาวหางจะระเหิดนำพาฝุ่น ก๊าซ และโมเลกุลต่างๆ พุ่งออกมารอบๆ เกิดเป็นหัวดาวหาง (coma) หรือบรรยากาศของดาวหาง หัวดาวหางอาจมีขนาดนับพันหรือนับล้านกิโลเมตร นอกจากนี้ยังเกิดหางที่เป็นกระแสของฝุ่นและก๊าซทอดออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

ข้อสันนิษฐานการเกิดดาวหางมี 3 ทฤษฎีด้วยกัน คือ  

     ทฤษฎีแรก         ดาวหางเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบนดาวเคราะห์
     ทฤษฎีที่สอง      ดาวหางมีจุดกำเนิดมาจากฝุ่นละอองในอากาศ
     ทฤษฎีสุดท้าย    กล่าวว่า ดาวหางเกิดขึ้นในระบบสุริยะเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ

     อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครยืนยันชัดเจนถึงจุดกำเนิดของดาวหาง เพราะนานๆ จะมีดาวหางปรากฎ ให้สังเกต หรือศึกษา สักครั้งหนึ่ง แต่จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ พอจะทราบเกี่ยวกับเส้นทางโคจร ของดาวหาง พอสมควร เส้นทางโคจรของดาวหาง มีความสลับซับซ้อน เพราะมีอิทธิพลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ขณะเดินทาง ดาวหางยิ่งเดินทางผ่านดาวเคราะห์มากเท่าใด ย่อมได้รับอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ดวงนั้น มากเท่านั้น ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีมวลมาก จะส่งผลกระทบต่อการโคจรของดาวหางมาก นักดาราศาสตร์ สามารถที่จะคำนวณเส้นทางวงโคจรเดิม และวงโคจรในอนาคตของดาวหางได้ โดยศึกษาอิทธิพล ของสนามดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่ดาวหางจะโคจรผ่าน

ส่วนประกอบของดาวหาง

            - นิวเคลียส เป็นใจกลางหัวดาวหาง ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ จำพวก คาร์บอน ( C )ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O ) และ ไนโตรเจน (N ) รวมตัวกัน โดยมีน้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญ นอกจากนั้น ยังมีฝุ่นของซิลิกอน แมกนีเซียม และธาตุหนักอื่น ๆ ฝุ่นเหล่านี้รวมตัวกับน้ำแข็งอัดแน่นอยู่ด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นนิวเคลียสสีดำเหมือนถ่าน

          - โคมา เมื่อดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ รังสีความร้อนทำให้น้ำแข็งบริเวณผิวของนิวเคลียส ระเหิดเป็นไอ ก๊าซและฝุ่นผงจึงขยายตัวเป็นบรรยากาศห่อหุ้มนิวเคลียสไว้กลายเป็นหัวดาวหาง เรียกว่า โคมา

        - หางฝุ่น เป็นก๊าซและฝุ่นพัดกระพือออกจากหัวดาวหาง สะท้อนแสงให้เห็นเป็นหางชนิดสั้นและ มีลักษณะโค้ง มีความเป็นกลางทางประจุไฟฟ้า แรงดันจากรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์ผลัก ให้หางลู่ไปในแนวตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ

         - หางก๊าซ ก๊าซในหางดาวหางทำปฏิกิริยากับลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ ทำให้ก๊าซต่าง ๆ แตกตัว เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า หรือ ไอออน เช่น อนุภาคประจุคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO+) เปล่งแสง สีน้ำเงินในหางก๊าซเคลื่อนที่หนีออกจากดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อวินาที หางก๊าซ มีลักษณะเหยียดตรง และยืดยาวออกไปหลายล้านกิโลเมตร

ดาวฤกษ์

posted on 02 Sep 2008 19:42 by pumpuydevil  in Fixedstar

     ดาวฤกษ์ คือ ดาวที่มีแสงสว่างและความร้อนในตัวเอง ส่องแสงกระพริบเป็นดาวประจำในท้องฟ้าทั่วไป มีขนาดใหญ่ มักมีดาวเคราะห์เป็นบริวารมีจำนวนมากมายในท้องฟ้า มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อยู่ไกลจากโลกมากเมื่อส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ คล้ายปลายเข็มเช่นเดียวกับเมื่อดูด้วยตาเปล่าเหตุที่เห็นดาวฤกษ์มีการกระพริบแสงตลอดเวลา มีสาเหตุ มาจากบรรยากาศของโลก และลักษณะลำแสงของดวงดาว กล่าวคือ ดาวฤกษ์อยู่ไกลจากโลกมาก แสงจากดาวฤกษ์จึงคล้ายกับเป็นลำแสงเส้นเดียว เมื่อผ่านมายังบรรยากาศของโลกแสงจะหักเหอย่างไม่คงที่ทำให้แสงเคลื่อนไหวไปมา จึงทำให้เห็นดาวฤกษ์กระพริบแสง

     ดาวฤกษ์ คือ ก้อนก๊าซร้อนขนาดมหึมาที่ให้แสงสว่าง ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบสำคัญเป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม ก๊าซทั้งสองถูกแรงโน้มถ่วงยึดเหนี่ยวให้อยู่เป็นรูปทรงกลมใหญ่ ที่ใจกลางมีความหนาแน่นสูงมากและเกิดพลังงานมหาศาลที่นั่นด้วยปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์
     ดาวฤกษ์ผลิตพลังงานจากปฏิกิริยาฟิวชันที่ศูนย์กลางของดาวฤกษ์ดวงนั้น นั่นคือโปรตอนหรือแกนกลางของไฮโดรเจน 2 ตัวชนกันและหลอมรวมกันเป็นอะตอมของดิวทีเรียม แล้วดิวทีเรียมจำนวน 2 ตัวหลอมรวมกันเป็นฮีเลียม-4 ปฏิกิริยาแบบนี้เรียกว่า ปฏิริยาลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน
ดาวฤกษ์เกิดมาจากอะไร
     เริ่มจากเนบิวลามีแรงโน้มถ่วงภายในทำให้ก้อนก๊าซและฝุ่นหมุนวนพร้อมยุบตัวลง เกิดเป็นแกนของดาวฤกษ์ดวงใหม่ ต่อมาดาวฤกษ์ดวงใหม่เกิดการยุบตัวอีก แกนกลางมีความหนาแน่นมากขึ้น เกิดช่องว่างและก๊าซเบาบางรอบนอก เมื่อแกนกลางมีความหนาแน่นถึงขั้นวิกฤติจะเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ก๊าซกระจายออกได้ดาวฤกษ์ดวงใหม่
     ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่สุด คือ ดาวพร็อกซิเมนเซนเทารี อยู่ห่างจากระบบสุริยะประมาณ 4.3 ปีแสงหรือประมาณ 40 ล้านล้านกิโลเมตร

ดาวเคราะห์

posted on 02 Sep 2008 19:31 by pumpuydevil  in Astronomy

     ดาวเคราะห์ คือ ดาวที่ไม่มีแสงสว่างและความร้อนในตัวเอง ส่องแสงนวลนิ่ง เป็นดาวที่เคลื่อนไปในจักรราศี เป็นบริวารของดาวฤกษ์ มีขนาดเล็ก มีจำนวนน้อยอยู่ใกล้โลก วัดระยะทางเป็น kmได้ เมื่อส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นขนาดใหญ่ขึ้น บางดวงมีลักษณะเป็นเสี้ยวเว้าแหว่งคล้ายดวงจันทร์ ดาวเคราะห์อยู่ใกล้โลกมากกว่า แสงสะท้อนจากดาวเคราะห์จึงไม่เป็นแสงเส้นเดียว แต่เป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยแสงเดียวมากมาย เมื่อผ่านบรรยากาศของโลกจะหักเหอย่างไม่คงที่ลำแสงเส้นเดียวจะเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในขอบเขตของลำแสงใหญ่ ทำให้ลำแสงจากดาวเคราะห์มีการกระพริบน้อยมาก ถ้าอากาศไม่แปรปรวนจะเป็นจุดสว่างดูเหมือนไม่กระพริบเลย

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

      ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรามีด้วยกัน 9 ดวง ดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดชื่อดาวพุธ ถัดออกมาคือดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูนและดาวพลูโต ตามลำดับ นอกจากดาวเคราะห์เหล่านี้แล้วระบบสุริยะของเรายังมีดาวเคราะห์น้อยอีกด้วย ดาวเคราะห์น้อยในภาษาอังกฤษเรียกว่า แอสเตอร์รอยด์

ดาวเคราะห์น้อย

     ดาวเคราะห์น้อย คือ ดาวเคราะห์เล็ก ๆ ในระบบสุริยะของเรา มีอยู่ประมาณพันพันดวง  ดาวเคราะห์น้อยส่วนมากจะเดินทางรอบดวงอาทิตย์ระหว่างการเดินทางของดาวอังคารและดาวพฤหัส ดาวเคราะห์น้อยดวงที่ใหญ่ที่สุดจะกว้างไม่ถึง 500 ไมล์ ( 800 กิโลเมตร ) ดาวเคราะห์น้อยเกือบทั้งหมดเป็นก้อนหินและกว้างไม่ถึง 1 ไมล์ ดาวที่เราเห็นในท้องฟ้ายามเย็น ไม่ใช่ดาวฤกษ์ทุกดวง บางดวงจะเป็นดาวเคราะห์ เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส หรือดาวเสาร์

การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์

     ดาวเคราะห์ทุกดวงเคลื่อนที่สองอย่าง อย่างแรกเป็นการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ลักษณะที่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์นี้จะหมุนรอบเป็นวงรี เรียกวงโคจร เนื่องจากวงโคจรเป็นวงรี ดังนั้นบางครั้งดาวเคราะห์ก็จะเคลื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่บางทีก็เคลื่อนที่ห่างจากกันมาก การเคลื่อนที่อีกอย่างหนึ่งของดาวเคราะห์ก็คือการหมุนรอบตัวเองหรือหมุนรอบแกน แกนของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ๆ เป็นเส้นสมมุติที่ลากผ่านจุดศูนย์กลางของดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์หมุนรอบแกนนี้ เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองใช้ไม้แหลม ๆ เสียบทะลุลูกบอล พยายามเสียบให้ได้กึ่งกลางลูกบอล พอเสียบทะลุแล้วลองหมุนลูกบอลรอบแกนไม้นี้ดู ลักษณะที่ลูกบอลหมุนรอบแกนไม้นี้จะเหมือนกับดาวเคราะห์หมุนรอบแกน

ดาวเทียม

posted on 02 Sep 2008 19:21 by pumpuydevil  in Satellite

     ดาวเทียม คือ วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นไปโคจรรอบโลก เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การรายงานสภาพอากาศ หรือเพื่อการลาดตระเวนทางทหาร ดาวเทียมเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จะทำหน้าที่ในการ สังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ รวมถึงวัตถุประหลาดต่างๆ ในกาแลกซี่ หรือระบบสุริยจักรวาล ประเภทของดาวเทียมบางประเภท เช่น

     1. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา 

     2. ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์

     3. ดาวเทียมชีวภาพ

     4. ดาวเทียมทางการทหาร

     5. ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก

     6. ดาวเทียมสื่อสารโทรคมนาคม

     7. ดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์

     8. ดาวเทียมห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น ห้องทดลอง LDEF ซึ่งยานขนส่งอวกาศนำไปปล่อยในอวกาศตั้งแต่เดือนเมษายน 2527 และนำกลับลงมา เมื่อ 12 ม.ค. 2533 โครงการทดลองนำเมล็ดมะเขือเทศ 5 ถุงใหญ่ หลังกลับมาแล้วจ่ายเมล็ดมะเขือเทศ 2 แบบ ให้ศึกษาคือที่นำมาจากอวกาศเปรียบเทียบกับที่ผิวโลกศึกษาการเจริญเติบโตของเมล็ด มะเขือเทศทั้งสอง    

     การส่งดาวเทียมและยานอวกาศจากพื้นโลกขึ้นสู่อวกาศ ต้องต่อสู้กับแรงดึงดูดของโลก ดาวเทียมและยานอวกาศต้องเอาชนะ แรงดึงดูดของโลก โดยอาศัยจรวดที่มีแรงขับดันและความเร็วสูง ความเร็วของจรวดต้องมากกว่า 7.91 กิโลเมตรต่อวินาที ยานอวกาศจึงจะสามารถขึ้นไปสู่อวกาศและโคจรรอบโลกในระดับต่ำที่สุด (0 กิโลเมตร) ได้ ถ้าความเร็วมากว่านี้ ยานจะขึ้นไป โคจรอยู่ในระดับที่สูงกว่า เช่น ถ้าหากความเร็วจรวดเป็น 8.66 กิโลเมตรต่อวินาที ยานจะขึ้นไปได้สูง 1,609 กิโลเมตร ถ้าหากจะให้ ยานหนีออกไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ จรวดที่พายานออกไปต้องมีความเร็วที่ผิวโลกมากกว่า 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเรียกว่า ความเร็วหลุดพ้น (Escape Velocity)หรือความเร็วผละหนีความเร็วหลุดพ้นจากโลกจะลดต่ำลงเมื่อห่างจากโลกมากขึ้น ดังตารางความสูงจากผิวโลกและความเร็วผละหนี

ดาวเทียมสื่อสาร

     ดาวเทียมสื่อสารเป็นดาวเทียมที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าทำงานตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด เพื่อที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารของโลกเข้าไว้ด้วยกัน นับตั้งแต่ NASA ส่งดาวเทียมสื่อสารเข้าสู่วงโคจรไป จนปัจจุบันมีบริษัทเอกชนจำนวนมากที่เข้ามาบุกเบิกธุรกิจ และทำกำไรมหาศาล จากประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากดาวเทียม
     ดาวเทียมสื่อสารเมื่อถูกส่งเข้าสู่วงโคจร มันก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันที มันจุส่งสัญญาณไปยังสถานีภาคพื้นดิน สถานีภาคพื้นดินจะรับสัญญาณโดยใช้อุปกรณ์ ที่เรียกว่า "Transponder" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่พักสัญญาณ แล้วกระจายสัญญาณไปยังจุดรับสัญญาณต่างๆ บนพื้นโลก ดาวเทียมสื่สารสามารถส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์ ข้อมูลต่างๆ รวมถึงสัญญาณภาพโทรทัศน์ได้ไปยังทุกหนทุกแห่ง

ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร

     การสำรวจทรัพยากรโลกด้วยดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้วิวัฒนาการจากการได้รับภาพถ่ายโลก ภาพแรกจากการส่งสัญญาณภาพของดาวเทียม Explorer VI ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2502 ตั้งแต่นั้นมาการสำรวจโลก ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ได้มีการพัฒนาเป็นลำดับทั้งระบบบันทึกข้อมูล และอุปการณ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ อย่างมากมาย วิวัฒนาการของดาวเทียมสำรวจทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สามารถจำแนกระดับของวิวัฒนาการได้ 2 ระดับ คือ
            1. ระดับวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
            2. ระดับปฏิบัติงาน (Operational)
     ในระยะแรกดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปมีอายุปฏิบัติงานช่วงสั้น ต่อมาเป็นระบบอัตโนมัติเพื่อใช้งานในระดับปฏิบัติงาน รวมถึงระบบที่มีมนุษย์อวกาศควบคุมจนถึงปัจจุบัน ดาวเทียมจำนวนมากได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจร เพื่อประโยชน์ในด้านการสำรวจทรัพยากร โดยมีดาวเทียม LANDSAT เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรก ที่ถูกส่งเข้าสู่วงโคจร เมื่อ พ.ศ. 2515

 

     ดาวพุธ อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว มองเห็นได้ในเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตกต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมโดยอยู่ใกล้ดาวศุกร์กับดาวอังคาร วันที่ 1-2 กันยายน ดวงจันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวเคราะห์สามดวงนี้ ดาวพุธเข้าใกล้ดาวอังคารมากที่สุดในวันที่ 7 กันยายนด้วยระยะเชิงมุมประมาณ 2.5 องศา จากนั้นทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 11 กันยายน เป็นช่วงที่ดาวพุธอยู่สูงเหนือขอบฟ้ามากที่สุดด้วย วันที่ 22 กันยายน น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายที่เห็นดาวพุธในเวลาหัวค่ำ เนื่องจากมันเคลื่อนเข้าหาดวงอาทิตย์ เดือนนี้ดาวพุธลดความสว่างลงจากโชติมาตร 0.0 ในวันที่ 1 กันยายน ไปที่ +0.6 ในวันที่ 22 กันยายน หากส่องดูด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวพุธมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่พื้นที่ด้านสว่างลดลงจากค่อนดวงในช่วงต้นเดือน ไปเหลือครึ่งดวงในวันที่ 14 กันยายน แล้วกลายเป็นเสี้ยวหลังจากนั้น

     ดาวศุกร์ (โชติมาตร -3.8) อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวตลอดเดือนกันยายน โดยเห็นเป็น "ดาวประจำเมือง" บนท้องฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ และอยู่ไม่ห่างจากดาวพุธกับดาวอังคาร วันที่ 12 กันยายน ดาวศุกร์ผ่านใกล้ดาวอังคารด้วยระยะเชิงมุมเพียง 0.4 องศา โดยมีดาวพุธอยู่ห่างไปทางซ้ายมือด้วยระยะประมาณ 3.5 องศา เมื่อเทียบตำแหน่งดาวศุกร์ในเวลาเดียวกันของทุกคืนจะพบว่าดาวศุกร์มีมุมเงยเกือบคงที่ มันค่อย ๆ เคลื่อนไปทางซ้ายมากขึ้นทุกวัน และจะย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคันชั่งในวันที่ 1 ตุลาคม

     ดาวอังคาร (โชติมาตร +1.7) อยู่ใกล้ดาวพุธและดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2551 ที่มีโอกาสเห็นดาวอังคารในเวลากลางคืน ปลายเดือนกันยายนดาวอังคารจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นจนไม่สามารถสังเกตได้หรือเห็นได้ยาก มันจะหายไปจากท้องฟ้ากลางคืนนานเกือบ 5 เดือน กลับมาปรากฏอีกครั้งราวเดือนกุมภาพันธ์ 2552 โดยอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ซึ่งเป็นจังหวะที่ดาวอังคารเข้าใกล้ดาวเคราะห์อีกสองดวง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นดาวพุธกับดาวพฤหัสบดี

     ดาวพฤหัสบดี (โชติมาตร -2.4) อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ปรากฏบนฟ้าทิศใต้ตั้งแต่เวลาพลบค่ำ จากนั้นดาวพฤหัสบดีจะเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกมากขึ้น แล้วตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณตี 1 หัวค่ำวันที่ 9 กันยายน ดวงจันทร์สว่างกว่าครึ่งดวงจะมาอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีด้วยระยะเชิงมุมประมาณ 5-6 องศา

     ดาวเสาร์ (โชติมาตร +0.9) เคลื่อนไปอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม 2551 ปลายเดือนกันยายนนี้น่าจะเริ่มเห็นดาวเสาร์ได้บนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืดโดยยังคงอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต เช้ามืดวันที่ 28 กันยายน ดวงจันทร์เสี้ยวอยู่ทางซ้ายมือด้านล่างของดาวเสาร์ด้วยระยะเชิงมุมประมาณ 5-6 องศา (ใกล้ขอบฟ้า)

     ดาวยูเรนัส (โชติมาตร +5.7) และดาวเนปจูน (โชติมาตร +7.8) อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำและกลุ่มดาวแพะทะเล ตามลำดับ สามารถสังเกตดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนได้ดีที่สุดในช่วงเวลาประมาณ 20.00 - 3.00 น. โดยเลือกวันที่ไม่มีแสงจันทร์รบกวน แผนที่ตำแหน่งดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนกับเวลาดวงจันทร์ขึ้น-ตก ดูได้จากวารสารทางช้างเผือก ฉบับคู่มือดูดาวประจำปี 2551

     ดวงจันทร์ วันที่ 1-2 กันยายน ดวงจันทร์สว่างเป็นเสี้ยวบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ และเป็นวันที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเคราะห์สามดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และดาวอังคาร วันที่ 7 กันยายน ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวง เป็นจังหวะที่มันเข้าใกล้ดาวแอนทาเรสในกลุ่มดาวแมงป่อง หลังจากนั้นดวงจันทร์จะเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีในคืนวันที่ 9 กันยายน แล้วไปอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ที่ตำแหน่งจันทร์เพ็ญในคืนวันที่ 15 กันยายน เมื่อเข้าสู่ข้างแรม พื้นที่ด้านสว่างของดวงจันทร์จะค่อย ๆ ลดลง เช้ามืดวันที่ 20 กันยายน ดวงจันทร์อยู่ใกล้กระจุกดาวลูกไก่ จากนั้นวันที่ 22 กันยายน ดวงจันทร์จะตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ วันที่ 25 กันยายน จันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้กระจุกดาวรังผึ้งในกลุ่มดาวปู วันสุดท้ายที่เห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยวบาง ๆ ใกล้ขอบฟ้าเวลาเช้ามืดคือวันที่ 28 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ ถัดไปอีกหนึ่งวันดวงจันทร์จะเคลื่อนไปอยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าจันทร์ดับ

 

 

1 กันยายน 2551 วรเชษฐ์ บุญปลอด

ที่มา http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/planets/