ดอว์น (Dawn) ที่แปลว่า "อรุณรุ่ง" เป็นชื่อยานอวกาศที่องค์การนาซาส่งออกไปนอกโลกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 เพื่อเดินทางไปในภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อยถึงสองดวง นั่นคือซีรีส (Ceres) กับเวสตา (Vesta) และเนื่องจากเมื่อปี 2549 ซีรีสได้รับการจัดให้มีสถานภาพเป็นดาวเคราะห์แคระดวงหนึ่งด้วย หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้มันจะเป็นยานอวกาศลำแรกที่ไปสำรวจดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะ

     วัตถุจำพวกดาวเคราะห์น้อยกระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมากในระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก (main asteroid belt) นักดาราศาสตร์เชื่อว่าวัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้น ๆ ของประวัติศาสตร์ระบบสุริยะซึ่งบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งโลกของเราก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วย ทว่าบางส่วนไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ได้ มันจึงเหลือซากให้เห็นเป็นดาวเคราะห์น้อยจำนวนมหาศาล

     ซีรีสและเวสตาเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ระหว่างดาวเคราะห์น้อยคู่นี้นักดาราศาสตร์พบว่ามันมีลักษณะทางธรรมชาติในแง่ของพื้นผิวและวิวัฒนาการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซีรีสเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่นักดาราศาสตร์ค้นพบ (พบเมื่อวันปีใหม่ของปี ค.ศ. 1801) มันมีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบ 4.6 ปี เชื่อว่าเนื้อของดาวมีส่วนประกอบของน้ำแข็งและน่าจะมีน้ำแข็งซ่อนอยู่ใต้พื้นดินของซีรีสคล้ายกับดวงจันทร์บางดวงของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ รวมทั้งอาจมีน้ำแข็งปกคลุมที่ขั้วทั้งสอง

     เวสตามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 530 กิโลเมตร ขนาดราวครึ่งหนึ่งของซีรีส ถูกค้นพบหลังจากซีรีส 6 ปี พื้นผิวของเวสตาแห้งแล้ง โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบ 3.6 ปี องค์ประกอบมีส่วนผสมของแร่ธาตุจำพวกโลหะ เชื่อว่าเคยชนกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นจนทำให้รูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นทรงกลม พบหลักฐานของการชนอยู่ในรูปของหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ นอกจากนี้เวสตายังเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงเดียวในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักที่สว่างพอจะเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อมันโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด คะเนว่าซีรีสและเวสตาน่าจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 5-10 ล้านปีหลังระบบสุริยะเริ่มก่อตัว ไม่เหมือนกับดาวอังคารกับโลกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือเมื่อประมาณ 30 และ 50 ล้านปีหลังระบบสุริยะเริ่มก่อตัว

     ยานดอว์นถูกส่งออกไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยที่มีโฉมหน้าแตกต่างกันสองดวงนี้เพื่อเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมันซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงการก่อกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในระบบสุริยะ ยานดอว์นอาศัยเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอออนทำให้ยานเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าการใช้แรงขับจากเชื้อเพลิง แต่มีข้อดีคือจะสามารถนำยานอวกาศเข้าไปโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยทั้งสองดวงได้ ไม่ใช่การเคลื่อนที่เฉียดเข้าใกล้แล้วผ่านเลยไปเหมือนกับยานสำรวจดาวเคราะห์ที่เคยทำกันมา

     หากเป็นไปตามกำหนดการ ยานดอว์นจะผ่านใกล้ดาวอังคารในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 จากนั้นเดินทางไปถึงดาวเวสตาในเดือนสิงหาคม 2554 โคจรรอบเวสตานานประมาณ 6 เดือน โดยถ่ายภาพเพื่อทำแผนที่ลักษณะภูมิประเทศและแผนที่แร่ธาตุบนพื้นผิว เดือนพฤษภาคม 2555 ยานดอว์นจะออกจากวงโคจรรอบเวสตาเพื่อเดินทางต่อไปยังดาวซีรีส ถึงซีรีสในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ใช้เวลาสำรวจซีรีสนานประมาณ 5 เดือน และสิ้นสุดโครงการในเดือนกรกฎาคม 2558 หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานดอว์นจะกลายเป็นยานอวกาศลำแรกที่ไปโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยถึงสองดวง

     เดิมองค์การนาซาวางแผนจะส่งยานดอว์นออกไปตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2550 แต่ถูกเลื่อนออกมาเนื่องจากความล่าช้าของขั้นตอนการส่งฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ยังพบปัญหาเครนบนฐานยิงจรวดไม่ทำงาน กำหนดการในเวลาต่อมาคาดว่ายานอาจถูกส่งขึ้นไปได้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2550 แต่ทำไม่ได้ในช่วงดังกล่าวเนื่องจากชนกับแผนเตรียมส่งยานฟีนิกซ์ซึ่งเป็นยานสำรวจดาวอังคารลำล่าสุด โอกาสจึงเปิดอีกครั้งในช่วงต้นเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ยานดอว์นจะเดินทางในอวกาศด้วยระยะทางรวมประมาณ 4,900 ล้านกิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 8 ปีของภารกิจ

 

13 ตุลาคม 2550 วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

ที่มาDawn Mission - เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

 

     หลังจากที่ยานโรเซตตาผ่านพ้นช่วงการจำศีลเป็นเวลาสั้น ๆ ยานได้ตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และขณะนี้ยานกำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่ง นั่นคือ การสำรวจดาวเคราะห์น้อย (2867) สเตนส์ (Steins)

     ขณะนี้ยานโรเซตตายังมองเห็นภาพของสเตนส์เป็นเพียงแค่จุด ๆ หนึ่งเท่านั้น แต่แม้จะเป็นเพียงจุด ภาพเบื้องต้นนี้ก็ช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้หาวงโคจรและคาบการหมุนของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ได้ ในช่วงแรกนี้ยานจะถ่ายภาพสเตนส์สองครั้งต่อสัปดาห์ด้วยกล้องโอซิริส (OSIRIS--Infrared Remote Imaging System) หลังจากวันที่ 25 สิงหาคมไปแล้ว ก็จะถ่ายภาพทุกวันจนกระทั่งถึงวันที่เข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยที่สุด โรเซตตาจะเข้าใกล้สเตนส์ที่สุดในวันที่ 5 กันยายน 2551 โดยมีระยะห่างเพียง 800 กิโลเมตร และมีความเร็วประมาณ 8.6 กิโลเมตรต่อวินาที

     การคำนวณหาเส้นทางการโคจรของสเตนส์โดยกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินก่อนหน้านี้ได้ให้ความคลาดเคลื่อนไว้ไม่เกิน 100 กิโลเมตร แต่การติดตามดาวเคราะห์น้อยดวงนี้โดยโรเซตตานอกจากจะช่วยในการปรับปรุงเส้นทางของยานแล้ว ยังทำให้รู้ตำแหน่งของสเตนส์ไม่แม่นยำขึ้นมากจนความคลาดเคลื่อนเหลือไม่เกิน 2 กิโลเมตรเท่านั้น

     ระหว่างการเข้าใกล้สเตนส์ โรเซตตาจะศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ทั้งทางกายภาพ ทางเคมี ตลอดจนสมบัติทางจลน์ และดูว่าดาวเคราะห์น้อยมีอันตรกิริยาอย่างไรกับลมสุริยะ นอกจากนี้การที่ยานมีโอกาสได้เข้าใกล้สเตนส์มากขนาดนั้น ทำให้มีโอกาสได้วิเคราะห์บริวารของดาวเคราะห์น้อย รวมถึงฝุ่นและแก๊สบริเวณใกล้เคียงด้วย

     โรเซตตาทะยานขึ้นจากพื้นโลกไปเมื่อเดือนมีนาคม 2548 หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางไกลแบบรูเลตต์ ด้วยการเฉียดเข้าใกล้โลกสองครั้ง ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2548 ครั้งที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 นอกจากโลกแล้ว ยานยังได้เข้าเฉียดดาวอังคารที่ระยะ 1,000 กิโลเมตรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 และในปี 2553 ก็จะเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อย 21 ลูเทเทียอีกครั้งหนึ่ง การที่ภารกิจของยานมีการแวะเฉียดหลายครั้งเพื่อให้ยานได้ปรับเส้นทางการเดินทางให้แม่นยำ นอกจากนี้ภาพถ่ายโลก ดาวอังคาร และดาวเคราะห์น้อยที่ยานถ่ายได้ ยังนำมาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องของอุปกรณ์บนยานได้อีกด้วย ยานมีกำหนดจะเข้าเฉียดโลกอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2552

     การสำรวจดาวเคราะห์น้อยไม่ใช่ภารกิจหลักของโรเซตตา เป้าหมายที่แท้จริงของยานคือ ดาวหาง 67/พี ชูรูยมอฟ เกราซีเมนโค ซึ่งจะไปถึงในปี 2557 เมื่อถึงเวลานั้น ยานเข้าโคจรรอบดาวหางและมีการปล่อยยานลูกที่ชื่อว่า ฟีเล (Philae) ลงไปเจาะสำรวจหัวดาวหางด้วย

 

9 สิงหาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

ที่มาRosetta Begins Tracking Asteroid Steins for Flyby - Universe Today

 

 

     จากการสำรวจดาราจักรก้นหอยขนาดใหญ่กว่า 2000 แห่งโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล นักดาราศาสตร์พบว่า ย้อนหลังไป 7,000 ล้านปีก่อน ดาราจักรประเภทก้นหอยมีคานมีน้อยกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มาก

     การศึกษานี้ยืนยันแนวคิดที่กล่าวว่าคานของดาราจักรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ดาราจักรผ่านพ้นช่วงของการสร้างตัวหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นดาราจักรเต็มวัยแล้ว

     คณะนักดาราศาสตร์นำโดย คาร์ทิก เชท จากศูนย์วิทยาศาสตร์สปิตเซอร์ สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียในแพซาดีนา พบว่า ในจำนวนดาราจักรประเภทก้นหอยทั้งหมดที่อยู่ห่างไกลจากโลกมาก ๆ มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีคาน ในขณะที่ดาราจักรที่อยู่ใกล้ ซึ่งหมายถึงดาราจักรในยุคปัจจุบันมีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่มีคาน

     นั่นแสดงว่าคานในดาราจักรได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเจ็ดพันล้านปีที่ผ่านมา จนมีจำนวนมากขึ้นถึงกว่าสามเท่า

     กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบครั้งนี้คือการที่พบว่า คานที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานมีการกระจายอย่างไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพบว่า ในดาราจักรเล็กและมวลต่ำจะมีคานที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่วนในดาราจักรขนาดใหญ่และมวลมากจะมีขนาดของคานไม่ต่างกันระหว่างดาราจักรในอดีตและในปัจจุบัน

     การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจที่มีชื่อว่า คอสมอส (COSMOS--Cosmic Evolution Survey) คอสมอสครอบคลุมพื้นที่บนท้องฟ้ามากกว่าขนาดของดวงจันทร์เก้าเท่า สำรวจดาราจักรชนิดก้นหอยได้มากกว่าการสำรวจในสมัยก่อนถึงสิบเท่า นอกจากภาพถ่ายของดาราจักรที่ได้จากกล้องฮับเบิลแล้ว การสำรวจครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลด้านระยะห่างของดาราจักรต่าง ๆ จากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินอีกด้วย

     คานของดาราจักรเกิดขึ้นจากดาวฤกษ์ในดาราจักรก้นหอยเสียเสถียรภาพการโคจรไปและค่อยเบี่ยงเส้นทางจากวงกลมมาเป็นวงรีขึ้นทีละน้อย เมื่อดาวเปลี่ยนมาโคจรเป็นวงรีมากขึ้น คานก็เริ่มใหญ่ขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น จนในที่สุดก็ดึงให้ดาวส่วนใหญ่ในดาราจักรมาเป็นส่วนหนึ่งของคานในที่สุด

     นักดาราศาสตร์ในโครงการคอสมอสกล่าวว่า การเกิดคานอาจเป็นตัวแสดงวิวัฒนาการของดาราจักรก้นหอยในช่วงท้ายที่สำคัญ ดาราจักรมีการก่อตัวแบบเล็กไปใหญ่ นั่นคือดาราจักรขนาดเล็กหลายดาราจักรมาชนกันแล้วหลอมรวมกันเป็นดาราจักรเดียวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย หลังจากที่ความอลหม่านในดาราจักรที่เกิดจากการชนสงบลง ความเปลี่ยนแปลงในขั้นต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือการกำเนิดคานนั่นเอง

     ดาราจักรทางช้างเผือกของเราก็มีคานขนาดใหญ่อยู่เหมือนกันและเชื่อว่าคานนี้ก ำเนิดขึ้นมานานแล้วเช่นเดียวกับคานในดาราจักรขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่ฮับเบิลสำรวจพบ "การศึกษาคานในดาราจักรที่อยู่ห่างไกลย่อมทำให้เราเข้าใจถึงการเกิดคานในทางช้างเผือกได้เช่นเดียวกัน" เชทกล่าวทิ้งท้าย

 

 

5 สิงหาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

ที่มาBarred spiral galaxies are latecomers - astronomy.com

 

     ในที่สุด นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ก็ได้ข้อสรุปเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บนไททันซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ มีทะเลสาบไฮโดรคาร์บอนเหลวแน่นอนอย่างน้อยหนึ่งแห่ง

     การยืนยันครั้งนี้ ทำให้ไททันกลายเป็นวัตถุในระบบสุริยะดวงที่สองนับจากโลกที่มีของเหลวอยู่บนพื้นผิว

     ก่อนยุคของแคสซีนี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไททันอาจมีทะเลหรือมหาสมุทรที่ประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนเหลวเช่นอีเทนและมีเทนปกคลุมทั่วทั้งดวง แต่จากการที่แคสซีนีเฉียดเข้าใกล้ไททันมากว่า 40 ครั้ง ไม่พบหลักฐานของมหาสมุทรแบบที่ว่า แต่กลับพบสิ่งที่ดูเป็นแผ่นเรียบสีคล้ำที่ดูเหมือนทะเลสาบอยู่นับร้อยแห่ง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสิ่งเหล่านั้นคือของเหลวจริงหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงวัตถุแข็งสีดำก็ได้

     การค้นพบครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้อุปกรณ์ที่ติดอยู่บนยานแคสซีนี ตรวจหาองค์ประกอบทางเคมีที่อยู่ในวัตถุต่าง ๆ โดยอาศัยการดูดกลืนและสะท้อนรังสีอินฟราเรด

     บรรยากาศของไททันประกอบด้วยไนโตรเจนถึง 95 เปอร์เซ็นต์ อีกห้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือมีเทน และยังมีอีเทนกับไฮโดรคาร์บอนพื้นฐานชนิดอื่นเป็นผลิตผลทางเคมีที่เกิดจากมีเทนในบรรยากาศสลายไปโดยแสงอาทิตย์

     ไฮโดรคาร์บอนบางส่วนยังคงมีปฏิกิริยาต่อไปเป็นละอองลอยอยู่ในบรรยากาศ กลายเป็นม่านหมอกหนาปกคลุมพื้นผิวไททันจนดูขมุกขมัว ทำให้การจำแนกชนิดของวัตถุบนพื้นผิวทำได้ยากลำบาก ส่วนอีเทนเหลวจำแนกออกมาได้โดยใช้เทคนิคกำจัดสิ่งรบกวนจากไฮโดรคาร์บอนในบรรยากาศ

     ทะเลสาบแห่งแรกที่ค้นพบนี้มีชื่อว่า ออนแทริโอลากัส อยู่บริเวณใกล้ขั้วใต้ของไททัน มีพื้นที่ประมาณ 20,200 ตารางกิโลเมตรหรือใหญ่กว่าทะเลสาบออนแทริโอเล็กน้อย

     อีเทนที่พบในทะสาบออนแทริโอลากัสละลายอยู่ในมีเทนรวมถึงไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นและไนโตรเจนด้วย ที่อุณหภูมิพื้นผิว -185 องศาเซลเซียสของไททัน ทำให้สสารเหล่านี้อาจอยู่ได้ทั้งในรูปของเหลวและของแข็ง นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานมากมายที่แสดงถึงการระเหย การกลั่นตัวเป็นฝน และการไหลรินท่วมขังของไฮโดรคาร์บอนอยู่บนนั้น

     บนโลกเรามีวัฏจักรของน้ำ ไททันก็มีวัฏจักรของมีเทนเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน การสำรวจนี้ยังพบว่าทะเลสาบนี้กำลังลดลง เนื่องจากพบคราบดำเกาะเป็นวงอยู่บนชายฝั่ง และยังพบตลิ่งที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในขณะที่ระดับของเหลวในทะเลสาบลดลงไป

     นักดาราศาสตร์คาดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เรดาร์ของแคสซีนีจะพบทะเลสาบอีกมากบริเวณขั้วเหนือซึ่งจะทยอยปรากฏขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์กลับมาฉายพื้นผิวบริเวณนี้อีกครั้งตามฤดูกาล และเมื่อนั้นอุปกรณ์อินฟราเรดของแคสซีนีก็จะสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบตามฤดูกาลได้ด้วย

     ยานแคสซีนีพร้อมกับอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ 12 ชิ้นออกเดินทางจากโลกเมื่อปี 2540 โครงการนี้โครงการร่วมระหว่างองค์การนาซา องค์การอีซา และองค์การอวกาศอิตาลี

 

2 สิงหาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

ที่มาNASA confirms liquid lake on Saturn moon - astronomy.com

 

     คณะนักดาราศาสตร์จากยุโรป ได้พบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงใหม่อีกดวงหนึ่งแล้วหลักฐานแรกของการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้พบโดยดาวเทียมคอรอต หลังจากนั้นการสำรวจเพิ่มเติมโดยกล้องอื่นภาคพื้นดินทั่วโลกก็เริ่มขึ้น ทั้งจากกล้องโซฟีขนาด 180 เซนติเมตรในฝรั่งเศส กล้องฮาร์ปขนาด 3.6 เมตรในชิลี กล้องยูเวสที่ติดอยู่บนกล้องขนาด 8.2 เมตรของเครือข่ายวีแอลที กล้อง 1 เมตรในหอดูดาวไวส์ในอิสราเอล กล้อง 1 เมตรของกล้องยูเลอร์ในลาซียา และกล้องแคนาดา-ฝรั่งเศส-ฮาวายขนาด 3.6 เมตร

     ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้มีชื่อว่า COROT-exo-4b หลังจากการติดตามอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายเดือน นักดาราศาสตร์สามารถตามรอยการผันแปรความสว่างของดาวฤกษ์ในขณะที่มีการเคลื่อนผ่านหน้าได้ พบว่ามันมีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี โคจรรอบดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ดว่าดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย โคจรรอบดาวฤกษ์ครบรอบทุก 9.2 วัน ซึ่งนับเป็นดาวเคราะห์ต่างถิ่นที่มีแนวโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ที่มีคาบยาวที่สุดเท่าที่เคยพบ

     ความน่าสนใจของการค้นพบครั้งนี้คือ คณะนักดาราศาสตร์พบว่า ดาวฤกษ์ดวงนี้มีคาบการหมุนรอบตัวเองเท่ากับคาบการโคจรรอบของดาวเคราะห์ ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลก เพราะดาวเคราะห์ที่พบนี้มีมวลน้อยและอยู่ห่างเกินกว่าที่จะมีอิทธิผลต่อคาบการหมุนของดาวฤกษ์ได้

     ดาวเทียมคอรอตทะยานขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2549 คอรอตเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศกล้องแรกที่มีภารกิจค้นหาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นโดยเฉพาะ และได้รับการออกแบบมาให้สามารถค้นหาดาวเคราะห์หินที่มีขนาดเล็กเท่าโลกได้ หลักการของกล้องนี้อาศัยปรากฏการณ์ผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ เมื่อดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงจากดาวฤกษ์จะลดลงไปเล็กน้อย ซึ่งกล้องของคอรอตมีความไวมากพอจะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้

     นักดาราศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักว่าดาว COROT-exo-4b เริ่มมีคาบโคจรรอบดาวแม่พ้องกับคาบการหมุนของดาวแม่พอดีมาตั้งแต่เริ่มกำเนิดขึ้นเหมือนราวหนึ่งพันล้านปีก่อนหรือไม่ หรือว่าการหมุนพ้องนี้มาเกิดขึ้นภายหลัง การศึกษาระบบดาวประเภทนี้ด้วยคอรอตจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจถึงอันตรกิริยาระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์ได้ลึกซึ้งถ่องแท้ยิ่งขึ้น

     ดาวเทียมคอรอตได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้หลังจากที่ปฏิบัติภารกิจอยู่บนวงโคจรมาได้เพียง 555 วัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ได้สำรวจดาวฤกษ์มาแล้วกว่า 50,000 ดวง และได้เพิ่มพูนความรู้ของนักดาราศาสตร์เกี่ยวกับกลไกพื้นฐานของดาวฤกษ์ขึ้นอีกมากมาย

 

1 สิงหาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

ที่มาCOROT's New Find Orbits Sun-Like Star - SpaceDaily

 

ดาวเคราะห์แคระดวงใหม่

posted on 01 Sep 2008 19:36 by pumpuydevil

     สมาชิกดวงใหม่ล่าสุดในครอบครัวดวงอาทิตย์ได้มีชื่อสามัญจากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยูแล้ว นั่นคือ มาเกะมาเกะ (Makemake) ตามชื่อของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และเป็นเทพผู้สร้างมนุษย์ตามความเชื่อของชาวโพลินีเซียที่อาศัยอยู่ในเกาะอีสเตอร์

     ก่อนหน้านี้มาเกะมาเกะมีชื่อชั่วคราวว่า 2005 FY9 เป็นดาวเคราะห์แคระ ค้นพบเมื่อปี 2548 โดยคณะนักดาราศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียที่นำโดย ไมค์ บราวน์ นับเป็นดาวเคราะห์แคระดวงที่สี่ และเป็นดาวประเภทพลูโตดวงที่สามในระบบสุริยะของเรา

     มาเกะมาเกะเป็นวัตถุดวงใหญ่ที่สุดดวงหนึ่งในระบบสุริยะชั้นนอก มีขนาดเล็กกว่าดาวพลูโตเพียงเล็กน้อย ดาวเคราะห์แคระดวงนี้มีสีอมแดง นักดาราศาสตร์เชื่อว่าพื้นผิวของดาวดวงนี้ปกคลุมด้วยมีเทนเยือกแข็ง มีวงโคจรใหญ่กว่าวงโคจรของดาวเนปจูนเล็กน้อย

     ศูนย์ดาวเคราะห์น้อยก็ได้กำหนดเลขลำดับให้เป็น 136472 เลขนี้จะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออย่างเป็นทางการเมื่อสามารถกำหนดวงโคจรได้เป็นที่แน่นอนแล้ว

     ดาวเคราะห์แคระอีกสามดวงคือ ซีเรส พลูโต และอีริส ส่วนดาวเคราะห์แบบพลูโต (พลูตอยด์) ไม่มีชื่อของเซเรสอยู่เพราะเซเรสมีวงโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งมีวงโคจรเล็กกว่าดาวเนปจูน

 

 

30 กรกฎาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)  

ที่มาFourth dwarf planet named Makemake - astronomy.com